
“ภาวะเลือดข้นในผู้สูงอายุปัญหาร้ายแรงที่ต้องรีบแก้ไข” ภาวะเลือดข้นในผู้สูงอายุ (Polycythemia) โดยเฉพาะช่วงอายุ 50-70 ปี มักเกิดจากโรคไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ ซึ่งกว่า 90% มีสาเหตุจากการกลายพันธุ์ของยีน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เสี่ยงภาวะอุดตัน ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ ภาวะเลือดข้นเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามสุขภาพของเลือดเราได้จากการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีเพื่อการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ และโรคยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ เป้าหมายสำคัญคือการควบคุมปริมาณเม็ดเลือดแดง ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการเข้าข่ายโรคเลือดข้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม >> อันตรายของภาวะเลือดข้น...ต่อผู้สูงอายุอย่างไรบ้าง? - สมองขาดเลือด: ลิ่มเลือดอุดตันในสมองทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต - หัวใจขาดเลือด: เลือดไหลเวียนช้าทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและหัวใจวาย - หลอดเลือดอุดตันส่วนลึก (DVT): เกิดลิ่มเลือดอุดตันบริเวณขา ทำให้เกิดอาการปวด ขาบวม หากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันที่ปอดจะaaถึงแก่ชีวิต - อาการเรื้อรัง: วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ตามัว ผิวหนังคันโดยเฉพาะหลังอาบน้ำอุ่น เหนื่อยง่าย - โรคเลือดแฝง: อาจเป็นสัญญาณของโรคเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ (Polycythemia Vera) ซึ่งหากไม่รักษาอาจลุกลามเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือโรคพังผืดในไขกระดูก >> ภาวะเลือดข้นในผู้สูงอายุ…เกิดจากอะไร? - ภาวะขาดน้ำ (Dehydration): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ผู้สูงอายุมักมีความรู้สึกกระหายน้ำลดลง ทำให้ดื่มน้ำน้อยลง - โรคประจำตัวเรื้อรัง: เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD), ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea), หรือโรคหัวใจ ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จึงสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชย - โรคเลือดข้นชนิดปฐมภูมิ (Polycythemia Vera - PV): เป็นโรคไขกระดูกทำงานผิดปกติจากการกลายพันธุ์ของยีน ทำให้ผลิตเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวมากเกินไป มักพบในผู้สูงอายุ 50-70 ปี - การสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์: การสูบบุหรี่ทำให้ได้รับคาร์บอนมอนอกไซด์สูง ส่งผลให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง จนไขกระดูกต้องผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่ม - การพักอาศัยในที่สูง: บริเวณที่มีออกซิเจนเบาบาง >> อาการแบบไหน…ที่เรียกว่าภาวะเลือดข้น? โรคเลือดข้นมักแสดงอาการค่อยเป็นค่อยไป และอาการที่พบบ่อยได้แก่: * อาการเบื้องต้น - ใบหน้าแดง ตาแดง โดยเฉพาะหลังออกแรงหรืออยู่ในที่ร้อน - ปวดศีรษะ มึนศีรษะ บ่อยกว่าปกติ - ง่วงซึม แม้ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ - หายใจสั้น หายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อออกแรง - ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจเลือด CBC (Com plete Blood Count) * อาการที่รบกวนชีวิตประจำวัน - ชา เจ็บปลายมือปลายเท้า เหมือนมีเข็มแย็บ - มือเท้าแสบร้อน - คันตามผิวหนัง โดยเฉพาะหลังอาบน้ำอุ่น (อาการนี้พบได้เฉพาะในโรคเลือดข้น) - ตึงหรือแน่นท้องด้านซ้าย เมื่อม้ามโตขึ้น - ปวดข้อ บางรายอาจมีโรคเกาต์ร่วมด้วย >> เลือดข้นตรวจเจอได้…ด้วยวิธีไหนบ้าง ? - เริ่มจากการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หากพบค่าผิดปกติจึงตรวจเพิ่มเติม - ตรวจสเมียร์เลือดและระดับฮอร์โมนอีริโทรโพอิเอติน - ตรวจไขกระดูกและตรวจยีน JAK2 หากสงสัยเลือดข้นชนิดปฐมภูมิ - ตรวจหาสาเหตุรองหากสงสัยเลือดข้นชนิดรอง >> เลือดข้น...มีวิธีการรักษาอย่างไร? 1. การเอาเลือดออก (Phlebotomy) การเอาเลือดออกเป็นวิธีหลักที่ปลอดภัยที่สุด คล้ายกับการบริจาคเลือด แต่ทำบ่อยกว่า โดยมีเป้าหมายให้ค่า Hematocrit ต่ำกว่า 45% มีข้อดีคือ มีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงจากยา, ลดความหนืดของเลือดได้ทันที, สามารถทำได้ทุกวัย 2. การใช้ยา * ยาต้านเกล็ดเลือด (Aspirin): ลดความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือด ใช้ในขนาดเล็ก (80-100 มก./วัน) ต้องระวังเรื่องเลือดออก * ยาเคมีบำบัดขนาดเบา (Hydroxyurea): ใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ช่วยลดการผลิตเม็ดเลือดแดง ต้องติดตามผลข้างเคียง * ยาใหม่ที่ทันสมัย: ยากดภูมิคุ้มกันเฉพาะเจาะจง ยาต้านการสร้างเม็ดเลือดแบบใหม่ ใช้ในกรณีที่ไม่ตอบสนองการรักษาแบบเดิม >> การป้องกัน…ไม่ให้เกิดโรคเลือดข้นมีอะไรบ้าง? - รักษาโรคประจำตัว: ควบคุมความดัน เบาหวาน - งดสูบบุหรี่: เลิกสูบบุหรี่เพื่อลดภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรังที่ส่งผลให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงมากเกินไป - งดการดื่มแอลกอฮอล์: การดื่มแอลกอฮอล์ในผู้สูงอายุส่งผลให้ภาวะเลือดข้นหนืด (Polycythemia) รุนแรงขึ้น เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขับปัสสาวะทำให้ร่างกายขาดน้ำ เลือดจึงข้นขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง หัวใจทำงานหนัก และเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตหรือโรคหัวใจ - ปรับอาหาร: ทานอาหารที่มีประโยชน์, ทานอาหารรสจืด, หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ลดหวาน ลดของมัน ลดแป้ง, เน้นอาหารช่วยไหลเวียนเลือด เช่น กระเทียม ขิง ปลาทะเล (โอเมก้า 3), ทานผักผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว รสขม และรสฝาดเยอะ ๆ - รักษาร่างกายให้อบอุ่น: หลีกเลี่ยงสถานที่ที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด เพราะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด - ดูแลผิวหนัง: ทาครีมบำรุงเพื่อลดอาการคัน >> ภาวะเลือดข้นที่ต้องรีบพบแพทย์...มีอาการอย่างไร? เจ็บเค้นหน้าอก ที่อาจร้าวไปลำคอหรือไหล่ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว อาจเป็นสัญญาณโรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูงผิดปกติ, ปลายมือปลายเท้าชา/เย็น, หายใจถี่เมื่อนอนราบ, มีแผลตามตัวแล้วรักษาไม่หายภายใน 1 สัปดาห์ คันผิวหนัง โดยเฉพาะหลังอาบน้ำอุ่น >> ข้อควรระวังและคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเลือดข้นมีอะไรบ้าง? - ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด - หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ - ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัดหรือร้อนจัด เพราะอาจทำให้คันตามผิวหนังหากมีภาวะเลือดข้น >> ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนสำหรับผู้ป่วยโรคเลือดข้นมีอะไรบ้าง? - ลิ่มเลือดอุดตัน: เลือดที่หนืดจะจับตัวกันง่าย เสี่ยงต่อการเกิดอัมพฤกษ์/อัมพาต และเส้นเลือดหัวใจอุดตัน - เลือดออกผิดปกติ: เนื่องจากเกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ อาจพบเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน - ภาวะม้ามโตและตับโตการสร้างเม็ดเลือดจำนวนมากทำให้ม้ามและตับต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการแน่นท้อง อิ่มง่าย และปวดบริเวณชายโครง หากปล่อยไว้และไม่รักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากม้ามโต เช่น ม้ามแตก - ในบางรายที่โรคลุกลามหรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขกระดูกเสื่อม หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว . #ด้วยความปรารถนาดีจาก...ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสุขภาวะผู้สูงวัย กองเลขานุการ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี...