
“มือเท้าชา” อย่าชิน! สัญญาณเตือนโรคปลายประสาทอักเสบ อาการชาเนื่องจากปลายประสาทอักเสบ เป็นอาการที่เด่นชัดที่พบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งอาการชามักเกิดบริเวณมือและเท้า หรือมีอาการเจ็บแปล๊บ ๆ ตามร่างกาย อาจดูเหมือนจะไม่อันตรายแต่ลดทอนคุณภาพการใช้ชีวิต อาจทำให้ใช้ชีวิตยากลำบากในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน ดังนั้นผู้สูงอายุควรดูแลตัวเองให้ดี การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจะช่วยป้องกันการเป็นโรคปลายประสาทอักเสบได้ ซึ่งควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันความเสียหายแก่ร่างกาย >>ปลายประสาทอักเสบเกิดจากอะไร ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy) คือ ภาวะที่เส้นประสาทส่วนปลาย โดยส่วนใหญ่มักเป็นปลายมือ ปลายเท้า หรือบริเวณใบหน้า มีการอักเสบจากสาเหตุต่าง ๆ และมีผลข้างเคียงจากการอักเสบทำให้เกิดอาการปวด หรือ ชา ได้ สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ - กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ - ภาวะเบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี - โรคปลายประสาทอักเสบบางชนิดที่เป็นขึ้นมาได้เอง หรือเป็นหลังการติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้องูสวัด (Postherpetic Neuralgia) - โรคที่เกิดการกดทับเส้นประสาท เช่น กระดูกสันหลังบริเวณคอ เอว หลังกดทับเส้นประสาท หรือเส้นเอ็นอักเสบกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ - กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ - ผู้มีภาวะขาดวิตามินบี 1, บี 6, บี 12 - อาจพบหลังการบาดเจ็บต่อระบบประสาทจากอุบัติเหตุ หรือหลังการผ่าตัด >>อาการเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปลายประสาทอักเสบ คือ กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือภาวะข้างต้นที่เป็นสาเหตุ (สาเหตุของปลายประสาทอักเสบที่พบบ่อย) อายุเยอะ มีผลต่อบาดเจ็บต่อเส้นประสาทได้ง่ายขึ้นและฟื้นตัวได้ช้ากว่าผู้ป่วยอายุน้อย อาการเสี่ยงมีดังต่อไปนี้ - เหน็บชาปลายมือและเท้า - ความรู้สึกบริเวณปลายมือและเท้าลดลง - กล้ามเนื้ออ่อนแรง (โดยเฉพาะที่มือและเท้า) - เสียการทรงตัวหรือเดินเซ - ความดันโลหิตต่ำ - ท้องผูกหรือท้องเสีย อาหารย่อยยาก - เหงื่อออกมากกว่าปกติ >>วิธีการป้องกัน - รับประทานที่อาหารที่มีประโยชน์ สารอาหารครบถ้วน และมีวิตามินบี 1, บี 6, บี 12 ซึ่งมีความสำคัญต่อเส้นประสาท - ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและระบบประสาท รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน - หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ จนมากเกินไป จนสามารถทำให้เกิดโรคกลุ่มการกดทับเส้นประสาทได้ เช่น ยกของหนักบ่อยเป็นเวลานาน ยืนหรือเดินนาน ใช้ข้อมือข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป เป็นต้น หากมีความจำเป็นต้องทำ แนะนำให้เปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ และยืดเหยียดร่างกายร่วมด้วย - ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน แนะนำคุมระดับน้ำตาลด้วยการคุมอาหาร และรักษาด้วยยา ให้ระดับน้ำตาลอยู่ในระดับที่ดีอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ยังไม่มีอาการปลายประสาทอักเสบ เพราะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการปลายประสาทอักเสบได้ - ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบที่เป็นขึ้นมาได้เอง หรือเป็นหลังการติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้องูสวัด นั้น ควรพบแพทย์โดยเร็วตั้งแต่เริ่มมีอาการระยะแรก เนื่องจากการให้ยารักษาเฉพาะบางตัวจะให้ผลได้ดีกว่าในผู้ป่วยที่เริ่มยาได้เร็ว >>วิธีการรักษาอาการมือเท้าชา แม้ว่าชาส่วนใหญ่มักจะเป็นที่นิยมหรือสะบัดข้อมือก็จะช่วยได้ แต่หากอาการส่วนใหญ่จะพบแพทย์ โดยแพทย์จะให้ยาต้านการอักเสบและการรักษาโรคที่เป็นโรคชา วิธีการรักษามือเท้าชาแบ่งออกตามอาการของอาการที่รุนแรงได้ดังนี้ 1. การรักษาอาการเมื่อไม่มาก โดยทั่วไปสามารถรักษาได้สามารถนำมาใช้หรือสะบัดข้อมือสักพักก็สามารถช่วยให้อาการชาทุเลาลงได้ แต่หากพบว่าชาแบบนี้บ่อยครั้งอาจรักษาด้วยการรับประทานเสริมและให้ยาต้านการอักเสบเส้นเอ็น ช่วยบำรุงให้กลับมาปรกติอีกครั้ง 2. การรักษาอาการครั้งใหญ่และต่อเนื่อง เหตุผลที่ทำให้มือเท้าชาครั้งใหญ่และต่อเนื่อง แม้จะสะบัดมือหรือเปลี่ยนให้แล้วที่ชาก็ยังไม่ทุเลาลงการรักษาเริ่มแรก จะให้ยาต้านการอักเสบในส่วนก่อน และแพทย์จะดูผลการรักษา หากอาการยังไม่ดีขึ้นจะสามารถรักษาได้ด้วยความช่วยเหลือของการผ่าตัดเอ็นที่กดรัดส่วนนั้นออก 3. การรักษาตามอาการ หากอาการของมือเท้าชามีสาเหตุมาจากโรคร้ายบางโรคการรักษาจะต้องรักษาตามอาการที่เป็นสาเหตุของการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการช่วยให้ทุเลาลงได้อีกต่อไป หลังจากนั้นแพทย์อาจให้วิตามินเสริมตามปกติที่จะช่วยบำรุงและลดชาตามมือตามเท้าได้ดี . >>ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสุขภาวะผู้สูงวัย กองเลขานุการ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี<<