ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสุขภาวะผู้สูงวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ท้องผูก...ภัยใกล้ตัวของผู้สูงอายุ


“ท้องผูกในผู้สูงอายุ” เป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาการท้องผูกไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้สูงอายุ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เมื่อใดก็ตามที่การถ่ายอุจจาระเป็นเรื่องยาก ต้องเบ่งและใช้เวลานาน อุจจาระมีลักษณะแข็งมาก รวมถึงหลังจากถ่ายเสร็จแล้วยังปวดท้องและมีความรู้สึกว่าถ่ายไม่หมด นอกจากนี้การถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็ถือว่ามีอาการท้องผูกเช่นกัน เนื่องจากกระบวนการย่อยอาหารตั้งแต่ต้นจนถึงการถ่ายอุจจาระ ใช้เวลาประมาณ 1–3 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร การดื่มน้ำ ออกกำลังกาย และร่างกายของแต่ละคน ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 1 วัน ถ้าไม่ถ่ายอุจจาระจะถูกเก็บไว้ในลำไส้ใหญ่ เมื่อสะสมมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายด้วยความลำบาก ถ้าผู้สูงอายุประสบปัญหาท้องผูกอย่างต่อเนื่อง อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคทางเดินอาหาร เช่น ริดสีดวง โรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร หรือมะเร็งทางเดินอาหาร และมะเร็งลำไส้ได้ ?? สาเหตุของอาการท้องผูกในผู้สูงอายุ : 1. การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน: การเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกายจากอายุที่มากขึ้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มต่อท้องผูก เช่น การลดการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด และ ท้องผูกตามมา 2. ระบบย่อยอาหารช้าลง: เมื่ออายุมากขึ้น สารเคมีที่ช่วยในกระบวนการย่อยอาหารในลำไส้อาจลดลงในผู้สูงอายุ ทำให้อาหารไม่ย่อยอาหารเข้าสู่เลือดอย่างมีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งอาการท้องผูกได้ 3. การเดินทางหรือการเคลื่อนไหวที่ไม่สะดวก: เมื่อแก่ตัวลง การเดินทางหรือการเคลื่อนไหวของร่างกายอาจไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม อาจเกิดจากโรคเรื้อรัง หรือความจำเป็นที่ต้องเดินด้วยรถเข็นทำให้การเคลื่อนที่ลดลง ซึ่งจากพฤติกรรมดังกล่าว มีส่วนที่จะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารช้าลงได้ หรืออาจมีการกลั้นการอุจจาระทำให้เป็นสาเหตุของอาการท้องผูกได้ 4. การรับประทานยา: ยาบางตัวอาจมีผลต่ออาการท้องผูกได้ เช่น ยาต้านเกร็งลำไส้ หรือยาต้านเเพลงทางเดินอาหาร ดังนั้นหากจะมีการใช้ยา จะต้องได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง 5. การดื่มน้ำน้อย: น้ำถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ การดื่มน้ำไม่เพียงพออาจทำให้มีผลต่อความสมดุลของร่างกายได้ รวมไปถึงทำให้เกิดอาหารขาดน้ำ และเป็นสาเหตุทำให้ท้องผูกได้ 6. การรับประทานอาหารที่ขาดใยอาหาร: อาหารที่มีสารใยอาหารมากจะช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารและการเคลื่อนเกร็งของลำไส้ ดังนั้นหากผู้สูงอายุที่บริโภคอาหารที่ขาดใยอาหาร ย่อมมีโอกาสท้องผูกมากขึ้นนั่นเอง 7. ติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร: เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการอักเสบในกระเพาะอาหาร เป็นต้นเหตุของอาการปวดท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก และอาจทำให้เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของกระเพาะอาหารได้ในอนาคต จึงควรต้องมีการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวด้วย เมื่อพบอาการท้องผูกเกิดขึ้น 8. ปัญหาเรื่องฟันและช่องปาก: หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอาจสร้างปัญหาการเคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียด ส่งผลให้ท้องอืดเฟ้อหลังอาหาร จนทำให้ไม่อยากรับประทานอาหารเพื่อเลี่ยงปัญหาดังกล่าว 9. ขาดการออกกำลังกาย: การเคลื่อนไหวร่างกายในผู้สูงอายุเป็นเรื่องยาก อาจเนื่องด้วยกลัวการพลัดตกหกล้ม หรือบางกรณีที่มีอาการป่วยจากโรคเรื้อรัง รวมถึงไม่เห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย 10. มีความเครียด: ปฏิกิริยาทางร่างกายเมื่อเครียดร่างกายจะเข้าสู่โหมด "สู้หรือหนี" (Fight or Flight) ซึ่งฮอร์โมนความเครียด เช่น อะดรีนาลิน จะรบกวนการเคลื่อนไหวปกติของลำไส้ ซึ่งส่งผลต่อระบบขับถ่ายแปรปรวน 11. มีนิสัยกลั้นอุจจาระ: การกลั้นอุจจาระเป็นประจำจะทำให้ลำไส้เคยชินกับการไม่ขับถ่ายและลดการบีบตัว เมื่ออุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นานขึ้น ลำไส้จะดูดซึมน้ำจากอุจจาระกลับคืนมากขึ้น ส่งผลให้อุจจาระแข็งและแห้ง รวมไปถึงทำให้หูรูดไม่คลายตัวเมื่อต้องการขับถ่าย ?? การตรวจหาและวินิจฉัยอาการท้องผูก : 1. การตรวจร่างกายอย่างละเอียดและซักถามพฤติกรรม: โดยเป็นการวินิจฉัยเบื้องต้น ซึ่งแพทย์จะซักถามประวัติเกี่ยวกับลักษณะการถ่ายอุจจาระ และสาเหตุที่เกี่ยวข้องก่อนทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากแพทย์มีข้อสงสัยอาจมีการเจาะเลือดตรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของไทรอยด์ ระดับแคลเซียมของเลือด รวมไปถึงค่าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่: จะช่วยวินิจฉัยอาการท้องผูกที่อาจเกิดจากมะเร็งลำไส้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการน้ำหนักลด ผิดซีด ครอบครัวมีประวัติการเป็นมะเร็งลำไส้ หรือโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ 3. การตรวจการเคลื่อนผ่านของอุจจาระในลำไส้ใหญ่: โดยการกลืนเม็ดยาที่ภายในมีวัสดุทึบแสงแล้ว X-Rayช่องท้องหลังกลืนเม็ดยา 5 วัน โดยหากมีวัสดุทึบแสงหลงเหลืออยู่มากเกินร้อยละ 20 แสดงว่าอุจจาระมีการเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ช้ากว่าปกติ 4. การใช้เครื่องตรวจการทำงานของทวารหนักและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการขับถ่าย: โดยสอดสายเข้าไปในทวารหนักและวัดความดันในลำไส้แปลผลออกมาเป็นข้อมูล เพื่อดูว่ามีการทำงานผิดปกติหรือไม่ 5. การทดสอบการเบ่งลูกโป่ง: โดยใช้ลูกโป่งสำหรับการวินิจฉัยต่อกับสายใส่เข้าไปทางทวารหนัก แล้วใส่น้ำเข้าลูกโป่ง 50 มิลลิลิตร เพื่อทดสอบปัญหาในการเบ่งของผู้ป่วย หากผู้ป่วยไม่สามารถเบ่งลูกโป่งออกมาภายใน 3 นาที ก็สามารถตั้งข้อสงสัยได้ว่าผิดปกติ ?? ท้องผูกมีผลต่อสุขภาพของผู้สูงอายุอย่างไร? : อาการท้องผูกสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุได้มากกว่าที่คิด รวมถึงเป็นสัญญาณเตือน และ ต้นเหตุของโรคต่างๆด้วย มีอะไรบ้างมาลองดูกัน 1. ภาวะซึมเศร้า: การท้องผูกอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่มากอายุมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามากขึ้น เนื่องจากมีผลกระทบต่อระบบประสาทและสารเคมีในสมอง 2. ปัญหาในระบบย่อยอาหาร: อาการท้องผูกสามารถทำให้ระบบย่อยอาหารมีปัญหา ผู้สูงอายุหลายคนอาจพบปัญหาในการดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย นำมาซี่งโรคที่เกิดกับระบบย่อยอาหารได้ เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น 3. ปัญหาในระบบทางเดินอาหาร: อาการท้องผูกอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารได้ เนื่องจากเมื่ออาหารหรือของเสียไม่สามารถขับถ่ายออกมาได้ ทำให้คงค้างอยู่ในร่างกายนานเกินไป อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ 4. ริดสีดวงทวาร: เป็นอาการที่มีสาเหตุจากภาวะท้องผูกเป็นระยะเวลานาน เกิดจากภาวะหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพองและบวม ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บเมื่อขับถ่าย และหากอักเสบจะทำให้เจ็บปวดมากจนไม่สามารถนั่งได้เลยทีเดียว ?? วิธีการป้องกันท้องผูก : 1. ออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ: การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างระบบย่อยอาหารและส่งเสริมการเคลื่อนตัวของลำไส้ให้มีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ความเสี่ยงในการเกิดอาการท้องผูกน้อยลง 2. รักษาโภชนาการที่ดี: การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยอาหารมาก และดื่มน้ำให้เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญมากในการป้องกันท้องผูก เนื่องจากจะสามารถช่วยระบบย่อยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. รักษาน้ำหนักที่เหมาะสม: การควบคุมน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นท้องผูกได้เป็นอย่างดี 4. ดูแลระบบภูมิคุ้มกัน: การดูแลระบบภูมิคุ้มกันโดยการบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่นวิตามินซี จะสามารถช่วยให้ระบบของร่างกายเกิดความสมดุล ลดอาการท้องผูกได้ 5. ปรับท่านั่งขับถ่าย: ใช้ที่รองเพื่อยกเข่าสูงขึ้น จะช่วยให้เบ่งง่ายขึ้น ?? การรักษาอาการท้องผูก : 1. การใช้ยา: เราสามารถใช้ยาเพื่อรักษาอาหารท้องผูกได้ในหลายกรณี เช่น ยาช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้, ยาที่มีฤทธิเพิ่มปริมาณอุจจาระ, ยาระบายหรือยากระตุ้นการถ่ายอุจจาระ 2. ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทานอาหาร: การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารและผลไม้สด จะช่วยเพิ่มปริมาณไอออนและความอุดมสมบูรณ์ในระบบย่อยอาหารได้ 3. ควบคุมความเครียด: ความเครียดสามารถเป็นสาเหตุของท้องผูกได้ ดังนั้นการใช้เทคนิคลดความเครียดอาจช่วยลดอาการท้องผูกลงได้สำหรับผู้สูงอายุด้วย . >> เราต้องหมั่นดูแลตัวเองให้ดีไม่ให้เกิดอาการท้องผูกนะคะ ด้วยความปรารถนาดี ?? จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสุขภาวะผู้สูงวัย กองเลขานุการ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี <<